วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561

รีวิวการฉีดสารเติมเต็มร่องแก้ม ที่โพรเดอร์มา

รีวิวการฉีดสารเติมเต็ม ที่โพรเดอร์มา ด้วยฟิลเลอร์ juvederm USA
สวัสดีค่ะวันนี้เรามารีวิวการฉีด สารเติมเต็มหรือที่เรียกว่า Filler โดยสารเติมเต็มในตระกูล HA หรือ ไฮยาลูโลนิก สารสังเคราะห์ที่เลียนแบบธรรมชาติ  เป็นชนิดที่สลายไปเองตามธรรมชาติ อยู่ในร่างกายเพียง 6 เดือนถึง 12 เดือนเท่านั้นค่ะ
เรามาที่ โพรเดอร์มา คลินิก คลินิกเปิดทุกวันค่ะ อยู่ตรงรถไฟฟ้าสนามเป้าลงทางออกที่ 1
ข้อดีของสารเติมเต็ม HA 
1 เป็นธรรมชาติ สามารถแก้ปัญหาร่องแก้ม ขมับ ริมฝีปากบาง
2  สลายได้เองตามธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวผลตกค้าง แถมหากไม่ชอบยังมียาฉีดสลายได้ด้วย ( เท่าที่สอบถามคุณหมอ ว่าทำไมมีบางคนบอกว่า ทำไปแล้วเป็นก้อน หรืออยู่ค้างหลายปี นั่นน่าจะเป็นเพราะเป็นของปลอมแล้วค่ะ​ น่ากลัวจริงๆนะคะสมัยนี้)
3   ไม่เป็นก้อนไม่ไหล ไม่เหมือนซิลิโคนค่ะ
ข้อดีเทียบกับการเติมไขมัน
  1. ไม่จำเป็นต้องเป็นแผลหลายที่ เพราะการเติมไขมันต้องดูดไขมันเราออกมาก่อน แล้วนำไปปั่นแล้วมาฉีด
  2. แถมหากไม่ชอบยังเอาออกได้ง่าย โดยการฉีดสลาย แต่การเติมไขมัน ถ้าเป็นก้อนต้องผ่าตัดออก
สารเติมเต็มที่เราใช้ในวันนี้ เป็นยี่ห้อของอเมริกา JUVEDERM ULTRA XC ตัวนี้ผ่านการรับรองมาตรฐาน เนื้อเนียน ไม่เป็นก้อน ไม่ไหล เนื้อนุ่มเป็นธรรมชาติ ไม่มีบวมหลังทำ
แล้วอยู่ได้นานประมาณ 6 ถึง 12 เดือนขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตประจำวัน ฟิลเลอร์แท้หน้าตาแบบนี้ค่ะมีเอกสารขององค์การอาหารและยาว่า เป็นสารอันตรายต้องใช้เฉพาะในคลินิกเท่านั้น
รายละเอียดเพิ่มเติมดูทางนี้ได้เลยค่า 
ขั้นตอนการรักษา
  1. หลังจากปรึกษาหมอเรียบร้อย เราจึงเริ่มทำการฉีดสารเติมเต็ม ที่บริเวณร่องแก้มทั้งสองข้าง ก่อนฉีดทางคลินิก จะให้เลือกว่าสามารถทายาชาได้ แต่ต้องรอประมาณ 30 ถึง 45 นาที เท่าที่สอบถามดูสารเติมเต็มตัวนี้ มียาชาอยู่ แล้วจึงคิดว่าจะให้หมอฉีดได้เลยค่ะ
  2. ขั้นตอนการรักษา หลังจากทำความสะอาดผิวหน้า ในบริเวณที่จะทำ และเช็ดยาชาออก เรียบร้อยแล้ว
  3. แพทย์จะเริ่มทำการฉีดฟิลเลอร์ บริเวณที่ต้องการ โดยคุณหมอ เริ่มฉีดบริเวณที่โหนกแก้มก่อน แค่ 0.1 cc ก็เริ่มเห็นว่าใบหน้ายกขึ้น ตื่นเต้นมากค่ะ หลังจากนั้น จึงเริ่มทำการฉีดบริเวณร่องแก้ม
  4. หลังทำครึ่งหน้าขอให้ดูเราพอใจมากเลย เหมือนดูเด็กไปอีก 10 ปี ในเวลาไม่ถึง 10 นาที
ทำกันต่อไปค่ะ อย่าหยุดสวย ฉีดครบแล้ว จริงๆคุณหมอบอกว่าอาจจะต้องใช้ถึง 2 หลอดแต่วันนี้เราขอใช้แค่หลอดเดียวก่อนค่ะ เพราะเราอยากดูเป็นธรรมชาติเหมือนไม่ได้ทำอะไร

ขอบคุณคุณหมอและทีมงานมากๆค่ะ รีวิวนี้เป็นรีวิวแรก เราจ่ายเงินไปทั้งหมด 15,000 บาท แต่เนื่องจากเป็นสมาชิก silver member จึงได้ลด 10 เปอร์เซ็นต์ค่ะหากเพื่อนๆสนใจสามารถติดต่อได้ที่ 088 0410 888 คลินิกเปิดทุกวันค่ะอยู่ตรงรถไฟฟ้าสนามเป้าลงทางออกที่ 1 จะเห็นเลยค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

Cryotherapy จี้หูดด้วยความเย็น



Cryotherapy หรือการจี้ไอเย็น เป็นวิธีการรักษาที่มีมานาน โดยมักใช้ไนโตรเจนเหลวซึ่งมีจุดเยือกแข็งที่ -196 องศา (ไม่ผิดนะคะ  เย็นกว่าน้ำแข็งมากเลยทีเดียว) เพื่อไปทำลายเนื้อเยื่อที่เราไม่ต้องการออก
โดยการจี้ไอเย็นนั้น ไม่ได้เฉพาะกับการรักษาหูดเท่านั้น ยังช่วยรักษากระเนื้อ หรือแม้แต่มะเร็งผิวหนังได้ด้วย

การดูแลหลังจี้ไอเย็น 
  1.  การดูแลหลังจี้ไอเย็นนั้น ไม่ลำบากอะไรเลย สามารถปฏิบัติตัวได้ตามปกติ 
  2.   แต่หากเกิดตุ่มน้ำ หลังจากนั้น 1-2 ชั่วโมง ไม่ควรแกะ แนะนำให้ทายาแก้อักเสบชนิดขี้ผึ้งทุกวัน นาน 7 วัน ตุ่มน้ำจะค่อยๆยุบเอง
  3.  สามารถทายารักษาหูดได้ หลังจากทำการพ่นไอเย็นไปแล้ว 5-7 วัน 
  4.  โดยปกติแล้วการติดเชื้อแทรกซ้อน เกิดขี้นได้น้อยมาก แต่หากพบอาการบวมแดง มีหนอง ควรรีบกลับมาปรึกษาแพทย์
 
ผลการรักษา
  • ·         หลังจากรักษา ผิวหนังจะกลับมาเป็นเนื้อปกติ แต่มีบางครั้งอาจเป็นรอยขาว หรือขำขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับความลึกของรอยโรค
  • ·         หลายครั้งที่ หูด กระเนื้อ หรือมะเร็งที่รักษาไม่หายจากการทำเพียงครั้งเดียว ควรมาพบแพทย์ต่อเนื่องทุก 2-4 สัปดาห์
  • ·         น้อยครั้งที่การจี้ไอเย็นอาจทำให้เกิดความรู้สึกชาเฉพาะที่ได้ โดยความรู้สึกที่ผิดปกตินั้นจะกลับมาปกติเองในไม่กี่สัปดาห์

 



วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558

หูดคืออะไร รักษาอย่างไรดี

 หูด เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัส "ปาโปวา" (papova virus)
ลักษณะหูดนี้จะเป็นเม็ดตุ่มนูนแข็ง มีรากอยู่ข้างใต้หูด มีขนาดแตกต่างกันไป แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

  1. หูดธรรมดา (common wart)
ลักษณะของหูดชนิดนี้ จะเป็นตุ่มเม็ดนูนแข็ง ผิวค่อนข้างขรุขระ อาจมีเม็ดเดียว หรือ หลายเม็ดก็ได้
ตำแหน่งที่พบ ที่พบบ่อย คือ บริเวณแขน ขา มือ และเท้า (ภาพจาก wikipedia)
    2.  หูดชนิดแบน (plane wart) ลักษณะของหูดชนิดนี้จะเป็นเม็ดเล็กแข็ง แต่ผิวเรียบ ซึ่งต่างจากหูดธรรมดา เพราะว่า หูดธรรมดา จะมีผิวขรุขระกว่า
ตำแหน่งที่พบ ตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ หลังมือ หน้าแข็ง หน้าผาก (ภาพจาก Dermnetz)
   3.  หูดฝ่าเท้า (plantar wart)
ลักษณะเป็นไต แผ่นหนาแข็ง เป็นปื้นใหญ่ ขนาดใหญ่กว่าหูดธรรมดา
ตำแหน่งที่พบ พบที่บริเวณฝ่าเท้า ข้างใต้ฝ่าเท้า (ภาพจาก skincarestop)

ใครกันบ้างที่เป็นหูด ?
หูดพบได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ นอกจากนี้หูดมักจะพบในผู้ที่มี ความต้านทานต่ำหรือไม่ค่อยสบาย มีการติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย

หูดมีอาการอย่างไร ?
หูดทำให้มีอาการเจ็บได้แต่ไม่คัน ส่วนใหญ่ที่เจ็บมากคือ หูดที่ฝ่าเท้า เพราะเมื่อคุณเดินไปเดินมา จะไปกดทับหูดโดยตรง ทำให้เจ็บได้

หูดติดต่อกันอย่างไร
วิธีการติดต่อของหูดทั้ง 3 ชนิด คือ ติดต่อทางการสัมผัสเชื้อโดยตรง (direct contact) เช่น ถ้าคุณผู้อ่านมีรอยถลอก หรือมีแผล ตามมือ เท้า แขน แล้วอยู่ดี ๆ ก็ไปสัมผัสกับคนที่เป็นหูดนี้ โดยที่ตัวคุณไปสัมผัสเข้ากับเจ้าตุ่มเม็ดหูดนี้โดยตรงเลย เชื้อไวรัสหูดนี้ ก็จะสามารถแพร่กระจาย มาที่ตัวคุณผู้อ่านได้ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่แล้ว คนที่เป็นหูด ระยะแรกจะมีเม็ดเดียว ต่อมาเกิดรำคาญหงุดหงิดใจ ก็เลยลองแกะดูเล่น ๆ หรือพยายามใช้กรรไกรตัดเล็บตัดออก แกะไปแกะมา จะทำให้เกิดการแพร่กระจาย ของเชื้อไวรัสหูดนี้ได้ ดังนั้นช่วงแรก อาจเป็นหูด 1 เม็ด ต่อมาไม่นาน กลายเป็นหูดถึง 10-20 เม็ดเชียวนะคะ อย่าทำเป็นเล่นไป

วิธีการรักษาหูด
  1. ทายา ถ้าเป็นหูดเม็ดเล็ก ๆ หรือเป็นไม่มากนัก หรือหูดในเด็ก ๆ ใช้ยาทา การทายานี้ ได้ผลพอใช้ อาจต้องใช้ระยะเวลานาน ขึ้นอยู่กับขนาดของหูด 
  2. พ่นไนโตรเจนเหลว  เป็นการใช้ไอเย็นทำลายเชื้อหูด วิธีนี้ได้ผลดี ดูแลแผลง่าย สามารถพ่นซ้ำได้ทุก 2-4 สัปดาห์
  3. จี้ด้วยเลเซอร์ ใช้แสงเลเซอร์จี้ที่ตัวหูด ได้ผลดีเช่นกัน แต่หลังทำจะเป็นแผลเป็นสะเก็ดอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์
  4. ผ่าตัดออก คือการผ่าตัดเอาตัวก้อนหูดนี้ออกไปเลย แต่ไม่ค่อยนิยมทำกัน